ตี่จู้เอี๊ยะ‬ ‪จำเป็นต้องมีทุกบ้านหรือไม่‬

ตี่จู้เอี๊ยะ‬ ‪จำเป็นต้องมีทุกบ้านหรือไม่‬

image

#‎ศาลเจ้าที่ตี่จู้เอี๊ยะ‬
‪#‎จำเป็นต้องมีทุกบ้านหรือไม่‬?????

เรื่องของการตั้งศาลเจ้าที่ตี่จูเอี๊ยะเป็นประเพณีของคนจีนโบราณที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยมีความเชื่อกันว่าการมีศาลเจ้าที่เอาไว้ภายในบ้านถือว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง เจ้าที่จะทำหน้าที่ดูแลไม่ให้วิญญาณชั่วร้ายอื่นๆเข้ามาในบ้าน สร้างความเดือดร้อนวุ่นวายกับคนในบ้านนั่นเอง

ในสมัยก่อน การตั้งศาลเจ้าที่นี้ ก็เพื่อให้เกียรติเจ้าของที่ที่อยู่มาแต่แรก เพื่อขออนุญาติสร้างบ้านบนที่ดินแห่งนั้น เป็นการอยู่ร่วมกันของคนและวิญญาณที่สถิตอยู่ ณ ที่นั้น โดยเชื่อว่าการไม่ตั้งศาลอาจทำให้เจ้าที่ไม่พอใจได้ ส่งผลเสียให้เจ้าของบ้านอยู่ไม่เป็นสุข

บ้านสมัยก่อนถูกแวดล้อมด้วยธรรมชาติ ป่าเขา และอยู่ห่างกันมาก ในทางฮวงจุ้ยสภาพแวดล้อมแบบนี้จะก่อให้เกิด ‪#‎พลังอิม‬ หรือในเรื่องของจิตวิญญาณได้ง่าย เพราะมีความนิ่งมากกว่าเคลื่อนไหว การมีศาลเจ้าที่คุ้มครองจึงเป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งในยุคปัจจุบันนั้นบ้านเรือนถูกปลูกสร้างอย่างแออัดก่อ ‪#‎พลังเอี้ยง‬ ที่เคลื่อนไหวมากกว่า จิตวิญญาณหาที่สงบอยู่ได้ยาก

หากถามว่า ศาลเจ้าที่ตี่จูเอี๊ยะ จำเป็นจะต้องมีทุกบ้านหรือไม่ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าของบ้าน ถ้าเจ้าของบ้านมีความเชื่อ ความศรัทธา ตั้งศาลแล้วรู้สึกสบายใจ ก็ควรตั้งศาลตี่จูเอี๊ยะ เพื่อจะได้ไม่รู้สึกกังวล รู้สึกผิด ในทางกลับกัน หากเจ้าของบ้านไม่ได้มีความเชื่อในเรื่องนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องตั้งศาลเจ้าที่ เพราะจะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย

‪#‎ข้อดี‬ ของการตั้งศาลตี่จูเอี๊ยะ หรือการมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้านคือมีศาลให้ได้กราบไหว้ ฝึกจิตใจของคนในบ้านให้รู้จักให้ รู้จักเคารพผู้อื่น รู้จักการอยู่ร่วมกันระหว่างสองภพ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เด็กรุ่นใหม่ ไม่เข้าใจว่าไหว้ทำไม ไหว้ไปเพื่ออะไร ถ้าไม่มีผู้ใหญ่คอยบอกคอยสอน คนโบราณมีความละเอียดอ่อนกับเรื่องเหล่านี้มาก ประโยชน์ของผู้บูชาก็อยู่ที่ใจของผู้บูชาเอง

เครดิตข้อมูล: khomesmilesclub
เครดิตภาพ: sanjeenthailandonline

วันไหว้ส่งเสด็จฯ หรือไหว้ส่งเจ้าขึ้นสวรรค์

วันไหว้ส่งเสด็จฯ หรือไหว้ส่งเจ้าขึ้นสวรรค์

image

วันไหว้ส่งเสด็จฯ หรือไหว้ส่งเจ้าขึ้นสวรรค์
วันอังคาร ที่ 2 กุมภาพันธ์2559
ตรงกับวัน 24 (廿四)เดือน 12 (十二月小)ปีมะแม(乙未)ไหว้ส่งเสด็จเจ้าขึ้นสวรรค์ (เซ้งเจี่ยที-神上天)

ภาษาจีนแต้จิ๋วเรียกว่า “ซิ้งเจี่ยที” เป็นหนึ่งในประเพณีเก่าแก่ของจีน ซึ่งในปัจจุบันอาจไม่ค่อยได้พบเห็นกันเท่าใดนัก ทั้งนี้เชื่อกันว่า วันส่งเจ้าขึ้นสวรรค์ เป็นวันที่เทพเจ้าของจีนจะเสด็จขึ้นสู่สรวงสวรรค์ เพื่อไปรายงานความประพฤติของคนในโลกมนุษย์ให้เง็กเซียนฮ่องเต้ทราบ ซึ่ง “เจ้า” ที่ว่านี้ เดิมทีหมายถึง “เจ้าเตา” ซึ่งเป็นเจ้าที่สถิตอยู่กับเตาหุงข้าวของบ้านนั้น ๆ
ชาวจีนจะยึดว่า วันส่งเจ้าขึ้นสวรรค์ เป็นวันที่ 24 เดือน 12 ของจีนตายตัว วันส่งเจ้าขึ้นสวรรค์ โดยหลักวิชาการ จะนับถอยหลังจากวันชิวอิก 6 วัน ดังนั้น
หากเดือน 12 จีนเดือนนั้น มีจำนวน 29 วัน ก็จะเป็นวันที่ 24 จีน
แต่หากเดือนนั้นมี 30 วันก็จะตรงกับวันที่ 25 จีน ธรรมเนียมปฏิบัติ
ให้เจ้าบ้านจัดของไหว้พิเศษกว่าปกติที่เคยไหว้ในวันพระจีน
ผู้ที่เคารพศรัทธาและมีแท่นบูชาพระบูชาเทพในบ้าน
จะต้องทำพิธีส่งเจ้าหรือส่งเสด็จเหล่าเทพขึ้นสรวงสวรรค์ เพื่อเข้าเฝ้าถวายรายงานและทูลเหตุการณ์ต่างๆภายในบ้านเรือนนั้นๆ ต่อราชาแห่งสวรรค์

แต่เดิมโบราณ
จะทำพิธีส่งเฉพาะเจ้าเตา(ซึ่งเชื่อกันว่าทุกเตาไฟในบ้านจะมีเจ้าหรือเทพรักษาอยู่หรือสถิตย์อยู่ด้วยความเชื่อว่าไฟมีคุณประโยชน์ต่อชีวิตมนุษย์สุงสุดจึงยกย่องเป็นพิเศษ)ต่อมาธรรมเนียบปฎิบัติก็ได้คลายตัวและแผ่กว้างออกไปกลายเป็นการส่งเจ้า(ทุกพระองค์ที่ตนเองนับถือ)ขึ้นสวรรค์ หาได้จำกัดอยู่เพียงเจ้าเตาแต่อย่างใดไม่

ของไหว้ที่ต้องจัดเตรียมเพื่อส่งเจ้าขึ้นสวรรค์

๑ กระถางธูปใบใหม่ขนาดเท่าเดิมหรือใหญ่กว่าเดิม
(กรณีต้องการเปลี่ยนใหม่)หากไม่เปลี่ยนทำความสะอาดโดยเอาก้าน
ธูปเดิมออก,ขี้ธูปที่ล้นเกลี่ยให้เสมอกระถางธูปและให้เหลือไว้ประมาณ๕ ดอก
๒ ผ้าแดงหรือผ้าแพรหรือโบว์สีแดงปิดกระถางธูป(แผ่นใหม่)
๓ กิมฮวยหางนกยูง(ใหม่)เปลี่ยนแทนของเดิมที่ใช้มาทั้งปี

๔ ธูป-เทียน-เครื่องหอม
(พระพุทธ, พระโพธิสัตว์ ถวายธูป 3 ดอก, เทพทั่วไป 3 ดอก, เจ้าที่ 5 ดอก)

๕ แจกันใส่ดอกไม้สดหรือพวงมาลัย

๖ ข้าวเหนียวกวน หรือเส้นหมี่แห้ง ๑ ที่

๗ ผลไม้ ๕ ที่
-ส้ม เรียกว่า “ไต้กิก” แปลว่า โชคดี
-องุ่น เรียกว่า “พู่ท้อ” แปลว่า งอกงาม
-สับปะรด เรียกว่า “อั้งไล้” แปลว่า มีโชคมาหา
-กล้วย มีความหมายถึงการมีลูกหลานสืบสกุล
-สาลี่ เรียกว่า “ซัวตังไล้”แปลว่า เรียกโชคลาภมา

๘ ขนมจับกิ้ม บางคนเรียกขนมแต่เหลี่ยว ๑ ที่
ภาษาไทยเรียกขนมจันอับ  ประกอบด้วย ขนม 6 อย่าง  ได้แก่ น้ำตาลกรวด ฟัก, ถั่วก้อน, ถั่วตัด, งาตัด, โซถึง, ปั้นล่ำ, ก้านบัว, ขิงเคี่ยว, น้ำตาลทราย, ขนมเปี๊ยะ, ข้าวพอง, ตังเม, ถั่วงา, ขนมโก๋ทำด้วยแป้งขาวแป้งถั่ว วุ้นแท่ง, ตังเมหลอด, น้ำตาลทรายเคี่ยวหล่อหลอมเป็นรูปต่างๆ

คำว่า “1 ที่” หมายถึง แยกออกเป็นแต่ละสิ่ง สิ่งละจานหรือสิ่งละพาน แล้วแต่สะดวก มิให้จัดของทั้งหมดรวมกันในจานหรือพานเดียว ยกเว้นเฉพาะเจ้าที่เท่านั้น(สามารถทำได้)

๙ น้ำชาชงใส่ถ้วย     
(พระพุทธ,พระโพธิสัตว์ ถวาย 3 ถ้วย, เทพทั่วไป 3 ถ้วย, เจ้าที่ 5 ถ้วย)

๑๐ กระดาษขบวนเสด็จฯ
กระดาษพิมพ์เป็นรูปม้า, (รูปกระเรียน สำหรับพระแม่กวนอิม)
-กระดาษไหว้เจ้า (ค้อซี เง็งเตี๋ย  หรือ กระทงตั๋วกิม )
-ชุดกระดาษเสื้อผ้าเทพเจ้า (เพ้า)
-ชุดกระดาษลายม้า(เป็นพาหนะเจ้ากลับสวรรค์)
ชุดกระดาษแตะเอียตี่จู่ (ไว้ในตี่จู้เป็นชุดที่ประกอบไปด้วยเงินทอง และเต้าขนาดเล็ก เอาไว้ตั้งเพื่อขอพรจากเทพเจ้าตี่จู่เอี่ย ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่คุ้มครองดูแลบ้านให้ท่านช่วยคุ้มครองทุกคนในครอบครัวพบเจอแต่สิ่งดีงาม สุขภาพแข็งแรงเงินทองไหลมาเทมา ค้าขายเจริญยิ่งๆขึ้นไป)
มีความหมายแทนยานพาหนะหรือขบวนเสด็จของเหล่าทวยเทพ
และบริวาร ใช้เผาเมื่อไหว้เสร็จ

#การไหว้ส่งเจ้าขึ้นสวรรค์หรือไหว้ส่งเสด็จฯ นิยมกระทำกันในช่วงเช้า(ของวันที่ 27)
ตั้งแต่ย่ำรุ่ง(06.00 น.) ไปจนถึงเที่ยงวัน (ไม่เกินเที่ยงวัน)
เมื่อถึงเวลาจุดธูปที่เตรียมไว้ ให้เจ้าบ้านหรือผู้ไหว้กล่าวคำส่งเจ้าขึ้นสวรรค์และกล่าวขอพร ดังนี้

              “ขอให้ท่านเทพเจ้าเดินทางไปกลับโดยสวัสดิภาพ หากข้าพเจ้าทำผิดพลาดประการใด ขอท่านโปรดอภัย เมื่อท่านกลับมาขอให้นำสิริมงคลมาสู่บ้าน”
หลังจากจุดธูปแล้วให้นำชุดกระดาษไหว้เจ้า,ชุดกระดาษลายม้า,ชุดกระดาษเสื้อผ้าเทพเจ้า(เพ้า) ที่จัดเตรียมไว้ไปเผา เพื่อเป็นการส่งให้ท่าน
กลับไปรายงานยังสวรรค์อย่างราบรื่น

หลังจากส่งเจ้าขึ้นสวรรค์แล้วนั้นหลายๆบ้านจะให้ลูกหลานรวมทั้งตัว
เจ้าบ้านทำความสะอาดศาลหรือที่พำนักของเทพเจ้า ,ตัวองค์เทพเจ้า,กระถางธูป เพื่อเป็นการขจัดสิ่งไม่ดีออกจากบ้าน พร้อมทำความสะอาดบ้านเรือนเพื่อเตรียมไหว้ตรุษจีนและรับเจ้ากลับจากสวรรค์

เครดิตข้อมูล : Kapook.com,fengshuitown.com,tewaracha.com
,tpk-chinesepaper.com
เครดิตภาพ : อินเตอร์เน็ต
เรียบเรียงข้อมูล: ศาลเจ้าจีนไทยแลนด์ออนไลน์

ประวัติการตั้งตี่จู้เอี๊ยะและความหมายของภาษาในตี่จู้เอี๊ยะ

ประวัติการตั้งตี่จู้เอี๊ยะและความหมายของภาษาในตี่จู้เอี๊ยะ

#ประวัติการตั้งตี่จู้เอี๊ยะและความหมายของภาษาในตี่จู้เอี๊ยะ

ระยะแรกๆ คนจีนโพ้นทะเลที่ทำมาหากินในเมืองไทย เริ่มต้นด้วยการใช้กระดาษสีแดง หมึกสีดำ เขียนอักษรจีนคำ ว่า “ตีจู่ซิ่งอุ่ย” แปลว่า ที่สิงสถิตของเทพเจ้า มุมซ้ายบน เขียนคำว่า ฮวง มาจาก ฮวงนั้ง หมายถึงคนไทย มุมขวาบน เขียนคำว่า ตึ้ง มาจากตึ้งนั้ง หมายถึงคนจีน ด้านซ้ายต้องใหญ่กว่าด้านขวา

ต่อมาใช้คำว่า ไทแทนฮวง ตามเสียงไทย และคำว่า ตงแทนตึ้ง มาจากคำว่า ตงกก ประเทศจีน ด้านล่างของตัวหนังสือทั้งสองตัว เป็นกลอนคู่เขียนคำมงคล

กระดาษที่เขียนอักษรแล้วปิดไว้นั้น ถึงวันตรุษจีน ก็ต้องเปลี่ยนใหม่

หลังยุคใช้กระดาษแดงติดตีจู่เอี๊ย พัฒนามาเป็นกระจกพิมพ์สี แล้วก็กลายเป็นศาลเจ้าสีแดงหลังเล็กหรือใหญ่ตามกำลังของ

เจ้าของในปัจจุบัน

ความหมายของภาษาในศาลเจ้าตี่จู้เอี๊ยะ

地 “ตี่” แปลว่าดิน 主 “จู้” แปลว่าเจ้า

ตี่จู้ หมายถึง ( ธาตุดิน ) แปลว่าดิน

“เอี้ยะ” แปลว่า เทพเจ้า หรือ คนที่มีอำนาจบารมี

ป้ายด้านบนหลังคาหน้าศาลมี๒แบบป้ายดังนี้

“กิม เง็ก ป๋อ ตึ้ง”หรือ”กิม เง็ก มั้ว ตึ๊ง”

แปลว่า เงินทองไหลมาเต็มฟ้า

นัยหมายถึงสถานที่ที่เป็นมงคลเพื่อให้เจ้าของบ้าน

ร่ำรวยเงินทองและรุ่งเรืองด้านการงาน

“จูป๋อตึ๊ง”

จู แปลว่า รวบรวม

ป๋อ แปลว่า เงินทอง

ตึ๊ง แปลว่า สถานที่หรือศาลหรือบ้าน

จูป๋อตึ๊ง จึงหมายถึง สถานที่ที่มีเงินทองมากมายหรือรวบรวมมากมาย นัยหมายถึงสถานที่ที่เป็นมงคลเพื่อให้เจ้าของบ้าน

ร่ำรวยเงินทองและรุ่งเรืองด้านการงานเช่นกัน

ตัวอักษรเดี่ยว ๒ ตัวระหว่าง ๓ แถวอักษร อ่านว่า “ตง ไท”

ไทแทนฮวง ตามเสียงไทย และคำว่า ตงแทนตึ้ง มาจากคำว่า ตงกก ประเทศจีน หมายถึงคนจีนที่มาปักหลักในประเทศไทย

อักษรภาษาจีนแถวกลางตัวใหญ่เด่นอ่านจากบนลงล่าง

อ่านว่า “ตี่ จู้ ซิ้ง อุ่ย”

ซิ้ง แปลว่า เทพเจ้า

อุ่ย แปลว่า ที่สถิตย์ของเจ้า

ความหมายโดยรวม หมายถึง “ที่สถิตย์ของเทพเจ้าหรือที่สถิตย์ของเจ้าที่”

ส่วนอักษรที่เรียงทั้งสองข้างเขียนคำอวยพร

ด้านในซ้ายอ่านจากบนลงล่าง “ซี่ ฮึง กิม งิ้ง จิง”

ความหมายของ “ซี้ ฮึง กิม งิ้ง จิง”

ซี้ฮึง แปลว่า สี่ทิศ

ซี้ แปลว่า สี่

ฮึง แปลว่า ทิศ

กิม แปลว่า ทอง

งิ้ง แปลว่า เงิน

จิง แปลว่า มา

“ซี่ฮึงกิมงิ้งจิง” จึงแปลว่า ให้เงินทองไหลมาเทมาทั้งสี่ทิศ

ด้านขวาอ่านจากบนลงล่าง “โหงว โหล่ว ไช้ ป๋อ ไล้”

ความหมายของ “โหงว โหล่ว ไช้ ป๋อ ไล้”

“โหงว” แปลว่า ห้า 5

“โหล่ว” แปลว่า ถนน

“ใช้” แปลว่า โชค

“ป๋อ” แปลว่า มา

“ไล้” แปลว่า มา

โหงวโหล่วใช้ป๋อไล้ แปลทั้งประโยคได้ความหมาย คือ “ครบถ้วนธาตุทั้งห้าและโชคเงินทองให้มาหา”

“โหงว โหล่ว ไช้ ป๋อ ไล้” หมายถึงมีธาตุทั้งห้าครบถ้วนและมีโชคลาภเงินทองมาหา คำว่า โหงว โหล่ว แปลตรงตัวจะหมายถึง ถนนทั้งห้าสาย แต่เมื่อตีความแล้วกลับหมายถึงธาตุทั้งห้า คือ กิม (ธาตุทอง) ฮ่วย (ธาตุไฟ) บัก (ธาตุไม้) จุ้ย (ธาตุน้ำ) และโท้ว (ธาตุดิน) อันหมายถึงองค์ประกอบของชีวิตคนเราซึ่งจะต้องมีธาตุทั้งห้า

ครบถ้วนในปริมาณที่เหมาะสม จึงจะมีชีวิตที่รุ่งเรือง

ส่วน ๒ เสาอักษรมงคลด้านหน้าหรือที่เรียกว่าเสาตุ้ยเลี้ยง ด้านซ้ายและด้านขวาเขียนเป็นความหมายของคำมงคลและคำอวยพรดังนี้

เสาด้านซ้ายมือ อ่านว่า”กิม งิ้ง ช่วง ตี่ ที”

แปลว่า “เงินทองให้อยู่แต่ในที่”

เสาด้านขวามือ อ่านว่า “ฮก ลก จู เทียน ไล้”

แปลว่า “ลาภรวยไหลมาจากฟ้า”

ส่วนฐานของตี่จู้เอี๊ยะนั้นบางหลังใช้หลายแบบแบ่งความหมายที่เป็นมงคลออกได้ดังนี้

#ฐานมังกร

มังกรหมายถึง ความน่าเกรงขามขับไล่สิ่งชั่วร้ายไม้ให้กร่ำกรายและยังช่วยในเรื่องควบคุมคนที่อยู่ในบ้านหรือบริษัทฯห้างร้าน

#ฐานโหงวก้วย หมายถึง

ผลไม้มงคล ๕ ชนิด หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์มีมากมีเหลือ กินเท่าไหร่ก็ไม่ขาดไม่หมด

#ฐานอักษรมงคล๔ตัว ( 招财进宝 เจียว ใช้ จิ๊ง ป้อ )

หมายถึง เงินทอง โชคลาภ ทรัพย์สมบัติ ไหลมาเทมา

ตัวศาลประกอบไปด้วยสัตว์มงคลดังนี้

“หลังคามังกร,ม่านมังกร,เสามังกร,ฐานมังกร”

มังกร เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นสิริมงคลที่ดีที่สุด เป็นสัญลักษณ์สำคัญของศาสตร์ฮวงจุ้ยและตำนานพื้นบ้านของจีน มังกรเหยียบเมฆเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงอำนาจ และสายงานการบังคับบัญชา มังกรจะทรงอำนาจที่สุด สามารถตั้งมังกรไว้ที่ใดก็ได้เพื่อนำโชคอันมหาศาลเข้าบ้าน นอกจากนี้มังกรยังสามารถใช้เป็นสัญลักษณ์นำโชคที่ดีต่อธุรกิจ หากนำไว้ที่ทำงานจะบ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ อำนาจ บารมี ความมั่งคั่ง พลานามัยที่สมบูรณ์

“มุมหลังคาด้านหลังเป็นหงส์มงคล”

หงส์เป็นสัตว์สิริมงคลและศักดิ์สิทธิ์ เป็นสัตว์ที่คนจีนมีความปีติชื่นชอบมากที่สุดชนิดหนึ่ง มีรูปร่างสวยงาม สะโอดสะอง มีความอ่อนหวาน มีบุคลิกสีสันคล้ายผู้หญิง มีความสุภาพเป็นผู้ดี ชาวจีนเรียกว่า “เฟิ่งหวง” หงส์เป็นดั่งเทพเจ้าสามารถหยั่งรู้ความสุข ความทุกข์ ความวุ่นวายในโลกมนุษย์ได้ หงส์จึงมักจะมาปรากฏตัวต่อเมื่อบ้านเมืองสงบสุข แผ่นดินมีคนดีมาเกิด

ตามความเชื่อเรื่องสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ประจำทิศของคนจีน หงส์เป็นสัตว์ที่มีหน้าที่ประจำอยู่ทิศใต้ เป็นสัญลักษณ์แห่งฤกษ์งามยามดีในวิถีชีวิตของคนจีน จึงกลายเป็นปกติสามัญที่จะได้พบรูปหงส์ในงานศิลปะจีนและในงานหัตถกรรมทั่วไป และมีคำกล่าวอวยพรที่ได้ยินอยู่เสมอ เช่น “ขอเทพเจ้ามังกรและเทพหงส์อำนวยพรให้ท่านจงโชคดี”

#ปลาหลีฮื้อ(ปลาแห่งความสำเร็จ)หรือปลาประตูชัย

“มุมหลังคาเป็นปลาหลีฮื้อ”

ปลาเป็นสัตว์มงคล เพราะคำว่า หยู ที่หมายถึงปลา พ้องเสียงกับคำว่า หยู ที่หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ เหลือกินเหลือใช้ ปลาจึงเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง

โดยมีตำนานว่าปลาหลีฮื้อตัวใดสามารถว่ายมาถึงประตูมังกรที่เป็นปากทางเข้าของสวรรค์แล้วสามารถว่ายข้ามผ่านได้ก็จะกลายเป็นปลามังกรซึ้งกลายมาเป็นคติความเชื่อสอนใจคนจีนว่า “คนจนก็มีสิทธิ์รวยได้”ถ้ามีความมุ่งมั่นเพียรพยายาม

ด้านหน้าเป็นรั้วกิเลนคู่

“กิเลน” เป็นสัตว์มงคลที่ล่ำลือกันมานาน เป็นสัตว์ที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาปราณี ชอบส่งมอบความสุขให้กับผู้คน เป็นสัตว์ที่ไม่เบียดเบียนชีวิตของสัตว์โลกทั้งหลาย แม้กระทั่งเวลาเดินยังระมัดระวังไม่เหยียบย่ำสัตว์เล็ก

กิเลนประพฤติต่อมนุษย์ใน 2 ลักษณะ คือ ถ้าเป็นคนที่มีจิตใจดี กิเลนจะสงสารและให้ความช่วยเหลือ แต่ถ้าเป็นคนที่มีจิตใจชั่วร้าย กิเลนก็จะโต้ตอบ เหมือนดั่งศัตรู เนื่องจากคุณลักษณะดังกล่าวของกิเลน

กิเลนสามารถสลายพลังปราณชี่พิฆาต และสามารถแก้ไขให้โชคชะตาดีขึ้นได้ ในกรณีที่มีพลังพิฆาตหน้าประตูบ้าน เช่น สุสาน วัด โรงฆ่าสัตว์ ทางน้ำพุ่งชน ถนนพุ่งชน โค้งตีจาก หรือ พลังลมพิฆาต วิธีการวางกิเลนหนึ่งคู่ไว้ที่ข้างประตูจะสามารถขจัดความเลวร้ายที่จะมาสู่ บ้านได้

เครดิตข้อมูล : ศาลเจ้าจีนไทยแลนด์ ออนไลน์

เครดิตภาพ : sanjeenthailandonline